ตั้งเวลา reboot shutdown ด้วย crontab บน CentOS /Elastix/ClearOS

crontab บน Linux
====================
คำสั่ง crontab เป็นคำสั่งในการทำ schedule ในการสั่งโปรแกรม หรือ script ต่างๆ ทำงานตามเวลาที่กำหนด บนระบบ UNIX/LINUX
ซึ่งอำนวยความสะดวกได้มากเลยที่เดียว งานบางอย่างที่จำเป็นต้องทำซ้ำๆในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือ ทุกเดือน

การใช้งาน crontab
————————
คำสั่งและ option ของ crontab มีดังนี้
Code:

crontab filename        การนำเอาคำสั่ง crontab เข้ามาจาก ไฟล์อื่น
crontab -e                    แก้ไข crontab ปัจจุบัน
crontab -l                    ดูคำสั่ง crontab ทั้งหมดที่มีอยู่
crontab -r                   ลบคำสั่ง crontab ที่มีทั้งหมด
crontab -u user            เป็นคำสั่งของผู้ดูแลระบบเท่านั้น(administrators) เพื่อใช้ดู  แก้ไข ลบ crontab ของ user แต่ล่ะคน
เมื่อเรียกคำสั่งตามข้างบนแล้ว crontab จะเข้าสู่ระบบการ กำหนด หรือ แก้ไข ซึ่งการ กำหนด หรือแก้ไขนี้ จะเหมือนกับการใช้งาน vi ครับ
ถ้าใครเคยใช้งาน vi แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่เคยใช้ ก็ดูคำสั่งพื้นฐานของ vi ด้านล่างนะครับ
เมื่อเรียกโปรแกรม crontab ให้ทำงานและขณะอยู่ในโปรแกรม เราสามารถกดคีย์ ดังต่อไปนี้เพื่อ
Code:

Esc     เพื่อออกมาสู่โหมดปกติ
i         เพื่อการเพิ่ม คำสั่ง ข้อความ เข้าไปใหม่
x        ลบ ตัวอักษรที่ cursor  วางอยู่ ทีละอักษร ในโหมดปกติ
dd      ลบบรรทัด ทั้งบรรทัด ที่ cursor วางอยู่ทีละแถว ในโหมดปกติ
:q!      ออกโดยไม่ต้องแก้ไขอะไร
:wq!    เก็บบันทึกข้อความที่แก้ไขแล้วออกจากโปรแกรม
คำสั่งเหล่านี้เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น แต่ก็พอใช้งานคำสั่ง crontab แล้วล่ะครับ ถ้าใครอยากได้มากกว่านี้ต้องศึกษาเพิ่มเอาอีกที

การกำหนดให้ crontab ทำงาน
————————————-
format ของคำสั่ง crontab มีทั้งหมด 6 fields เป็นดังบรรทัดข้างล่าง
Code:

minute(s) hour(s) day(s) month(s) weekday(s) command(s)

fields 1-5 เป็นการกำหนดเวลา และ field ที่ 6 เป็นการกำหนดคำสั่ง ดังความหมายของแต่ละ fields ดังต่อไปนี้
Code:

……………………………………………………………………………………………………………………….
Field                มีค่า       รายละเอียด
……………………………………………………………………………………………………………………….
minute               0-59          เวลาเป็นนาที จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
hour                0-23          เวลาเป็นชั่วโมง จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
day                1-31          เวลาเป็นวัน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
month               1-12          เวลาเป็นเดือน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
weekday          0-6         วันของแต่ละสัปดาห์ มีค่าดังนี้ (อาทิตย์ = 0, จันทร์ = 1, อังคาร = 2, พุธ = 3, พฤหัส = 4, ศุกร์ = 5 และ เสาร์ = 6)
command       คำสั่ง          เราสามารถกำหนดคำสั่งได้มากมาย รวมทั้ง script ต่างๆ ตามที่เราต้องการ
………………………………………………………………………………………………………………………..

ตัวอย่างการกำหนด crontab
———————————
การเพิ่ม crontab โดยเรียกใช้คำสั่ง crontab -e เมื่อเข้าสู่โปรแกรมแล้ว กด i เพื่อเพิ่ม คำสั่งดังตัวอย่างด้านล่างนี้เข้าไป แล้วทำการบันทึก
แล้วออกมาโดยกด Esc แล้วกด :wq!
Code:
0 2 * * * /sbin/shutdown -r now

จากคำสั่งด้านบนจะเป็นการสั่งให้ reboot เครื่อง เวลา 2:00 น. ของทุกๆวัน

Code:
0 23 * * * /sbin/shutdown -h now
จากคำสั่งด้านบนจะเป็นการสั่งให้ shutdown เครื่อง เวลา 23:00 น. ของทุกๆวัน

Code:
0 0 * * 1 /home/tuxzilla/getlogs.pl
จากคำสั่งด้านบน จะทำการ Run script getlogs.pl ที่ path /home/tuxzilla ทุกวันจันทร์ ทุกๆเดือน ตอนเที่ยงคืน

Code:
0 0 * * 1,5 /home/tuxzilla/getlogs.pl
คำสั่งนี้เหมือนคำสั่งด้านบนครับ แต่จะเพิ่มการทำงานในวันศุกร์ด้วย ซึ่งเราสามารถใช้ “,” คั่นไปเรื่อยๆได้ เพื่อที่จะกำหนดเพิ่มให้แต่ล่ะ fields หรือใช้ “*”
เพื่อการกำหนดเป็นทั้งหมด(หมายความว่า หากที่ field ชั่วโมง เป็น * ก็หมายความว่าต้องทำงานทุกชั่วโมง)

ถึงจะมีหลาย user ในเครื่องเดียวกันแต่ยังไง crontab ก้ยังเป็นของใครของมันไม่กวนกันครับ และไม่สามารถดูของกันและกันได้ นอกจากเป็น
ผู้ดูแลระบบครับ ถึงตรงนี้แล้วก็คงไม่มีอะไรยากเกินกว่าแล้ว หากแต่ความสะดวกเท่านั้นที่จะมาแทนที หรือใครจะเอามาเป็นนาฬิกา อย่างผมก็ไม่ว่าครับ

คำสั่งเพิ่มเติมที่ควรรู้
————————
man crontab
man cron
man at
man batch[/u]

หลังจาก แก้ไข crontab แล้ว ก็สั่ง restart cron โดยใช้
service crond restart

ที่มา:http://itweb.lib.ru.ac.th/webboard/00255.html

Installation of “Red Hat Enterprise Linux (RHEL) 7.0″ with Screenshots

Red Hat, Inc. the largest company in Open Source world, released last month one of their major enterprise products – RHEL 7.0Red Hat Enterprise Linux, designed for modern datacenters, new cloud platforms and big data.

RHEL 7 Installation Guide

Among other important improvement like switching to systemd, who now manages daemons, processes and other important system resources even for init services that are now passed through systemd start-up, use of Linux Containers with Docker, cross-realm trust for Microsoft Active Directory, one important aspect represents the XFS as the default filesystem, which can support filesystems up to 16 exabytes and files up to 8 exabytes.

Requirements:

You must have an active Red Hat subscription to download RHEL 7.0 ISO image from Red Hat Customer Portal.

  1. RHEL 7.0 Binary DVD ISO image

Although RHEL can be installed on a variety of platforms, such as AMD 64, Intel 64, IBM System Z, IBM Power, etc. This tutorial covers the RHEL 7.0 basic minimal installation with on an Intelx86-64 processor architecture using a binary DVD ISO image, an installation best suited for developing a high customizable server platform with no Graphical Interface.

Installation of Red Hat Enterprise Linux 7.0

1. After registering on Red Hat Customer Portal go to Download section and grab the last version of RHEL DVD Binary ISO image, then burn it to a DVD media or create a USB bootable media using Unetbootin LiveUSB Creator.

2. Then place the DVD/USB in your appropriate system drive, start your computer, select bootable unit and on the first RHEL prompt select Install Red Hat Enterprise Linux 7.0.

How to Configure Network Static IP Address and Manage Services on RHEL/CentOS 7.0

This scope of this tutorial is to explain how we can edit and make changes to Network Configurations on RHEL/CentOS 7.0 from command line only, and, more specific how we can set up a Static IP addresses on network interfaces using system network scripts, which is a must be configured to serve Internet-facing network services, and how to configure or change RHEL/CentOS 7.0 system hostname.

Configure Network Interface in CentOS 7

Also will show you, how we can manage or disable unwanted system services, such asNetwork Manager, which is no longer needed in-case you use a manual static IP configured on network scripts, Avahi-Daemon which is, also, not needed on a server and represents a seriously security gap, unless you installed the server on your Laptop and you want to instantly browse your network for other services, and on the final will present you Network Manager Text User Interface – nmtui, a system utility that can ease the job of editing your system network settings with advanced Interface configurations like creating Bond, Bridge, Team and VLAN Interfaces.

Requirements

  1. RHEL 7.0 Minimal System Installation
  2. Active RHEL 7.0 Subscriptions and Functional Repositories
  3. CentOS 7.0 Minimal System Installation

Also be aware that most of configurations offered by editing system files should not be performed from a remote location using SSH service until you establish an continue and reliable network connection using a fixed IP address.

Step 1: Disable Unwanted System Services

1. Before actually starting to do anything we need to make sure that our system has some necessary editing and networking tools like netstat, ifconfig, wget and curl installed, some of them will not be used on this step but
it’s better to have them installed for future configurations.

# yum install nano wget curl net-tools lsof

no “setup” command – CentOS

I usually use “setup” to do the firewall setup for permissive or not and setting of SELINUX, etc….

But on a minimal install you don’t have access to setup command, which is my favorite

1 [root@tel ~]# setup
2 -bash: setup: command not found

So how to install it in minimal install ?

1 yum –y install setuptool
2 yum –y install system-config-network*
3 yum -y install system-config-firewall*
4 yum –y install system-config-securitylevel-tui
5 yum –y install system-config-keyboard

(thanks JoVeN for spell mistake)

For system services utility install ntsysv (as Perico suggested in the user comments)

1 yum -y install ntsysv

setup-CentOS

That’s it….!! Enjoy

Credit : http://blogs.silicontechnix.com/?p=624

ติดตั้ง webmin ใน Centos 6

ติดตั้ง webmin บน centos 6

webmin เป็น control panel ของ linux ที่มี feature ค่อนข้างจะครบเลยทีเดียว แถมยังฟรีอีกด้วย

วิธีลงก็ง่ายมากมาย

สำหรับ centos 6 ถ้าลงแบบ minimal จะไม่มี wget มาให้ด้วย ก็ลงเพิ่มซะด้วยคำสั่ง

yum install wget

แล้วก็ text editor ซักตัวใครถนัดตัวไหนก็ตัวนั้นได้เลยครับ ผมถนัน nano ถ้ามันยังไม่มีลงมาให้ก็ลงซะ

yum install nano

หลังจากนั้นก็สร้างไป webmin.repo ไว้ที่ /etc/yum.repo.d/

nano -w /etc/yum.repo.d/webmin.repo

copy คำสั่งต่อไปนี้ใส่ลงไปในไฟล์ webmin.repo

หลังจากนั้นก็สร้างไป webmin.repo ไว้ที่ /etc/yum.repo.d/

[Webmin] 
name=Webmin Distribution Neutral
#baseurl=http://download.webmin.com/download/yum
mirrorlist=http://download.webmin.com/download/yum/mirrorlist
enabled=1

จัดการ save ไฟล์ซะ แล้วหลังจากนั้นก็สั่งตามนี้

cd /root
wget http://www.webmin.com/jcameron-key.asc
rpm --import jcameron-key.asc
yum install webmin

เป็นอันว่าเรียบร้อยจ้า…

เปิด webmin ใช้งานก็ http://หมายเลขไอพีของคุณ:10000

ถ้าเปิดไม่ได้อาจจะติด firewall ให้ลองตรวจสอบดูว่าเปิดให้ port 10000 ทำงานหรือยังนะครับ

ในกรณีที่พิมพ์แล้วไม่สามารถเข้า Webmin ได้ให้ทำการปิด Firewall ก่อน (สำหรับการทดสอบเท่านั้น)

/etc/init.d/iptables stop

ในกรณีที่ไม่ต้องการปิด Firewall ให้ทำการตั้งค่าที่ Firewall ที่ไฟล์ /etc/sysconfig/iptables

-A INPUT -p tcp -m tcp --dport 10000 -j ACCEPT
By winnerboy7 Posted in CentOS

Setting Up 802.1q VLAN Tagging

 

  1. Ensure that the module is loaded by entering the following command:
     lsmod | grep 8021q
  2. If the module is not loaded, load it with the following command:
    modprobe 8021q
  3. Configure your physical interface in /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-ethX, where X is a unique number corresponding to a specific interface, as follows:
    DEVICE=ethX
    TYPE=Ethernet
    BOOTPROTO=none
    ONBOOT=yes
  4. Configure the VLAN interface configuration in /etc/sysconfig/network-scripts. The configuration filename should be the physical interface plus a . character plus the VLAN ID number. For example, if the VLAN ID is 192, and the physical interface is eth0, then the configuration filename should be ifcfg-eth0.192:
    DEVICE=ethX.192
    BOOTPROTO=static
    ONBOOT=yes
    IPADDR=192.168.1.1
    NETMASK=255.255.255.0
    USERCTL=no
    NETWORK=192.168.1.0
    VLAN=yes
    If there is a need to configure a second VLAN, with for example, VLAN ID 193, on the same interface, eth0 , add a new file with the name eth0.193 with the VLAN configuration details.
  5. Restart the networking service, in order for the changes to take effect, as follows:
     service network restart 

การติดตั้ง Time Server บน CentOS 6.4

ขั้นตอน 1. ตรวจสอบก่อนเลยว่าแพ็กเกจ NTP ถูกติดตั้งหรือยัง

– CentOS

[root@logs ~]# rpm -q ntp

package ntp is not installed

2. หากยังไม่ติดตั้งให้ติดตั้งด้วยคำสั่ง

[root@logs ~]# yum install -y ntp

3. ปรับแต่งไฟล์คอนฟิก โดยเพิ่มไอพีของหน่วยงานเทียบเวลาในประเทศไทย

** โดเมนและไอพีของ NTP Server สำหรับเทียบฐานเวลาในไทย ที่นิยมใช้งานกัน

สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

time1.nimt.or.th = 203.185.69.60

time2.nimt.or.th = 203.185.69.59

กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ

time1.navy.mi.th = 125.25.206.243

time2.navy.mi.th = 57.97.113.3

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

clock.nectec.or.th = 203.185.67.115

——————————————————–

[root@logs ~]# vi /etc/ntp.conf

# Hosts on local network are less restricted. restrict 192.168.1.0 mask 255.255.255.0 nomodify notrap

# Use public servers from the pool.ntp.org project.

# Please consider joining the pool (http://www.pool.ntp.org/join.html).

#server 0.centos.pool.ntp.org

#server 1.centos.pool.ntp.org

#server 2.centos.pool.ntp.org

server 203.185.69.60

server 203.185.69.59

server 125.25.206.243

server 57.97.113.3

server 203.185.67.115

4. สั่งสต๊าท Time Server

[root@logs ~]# service ntpd restart  Starting ntpd: [ OK ]

5. กำหนดให้ NTP ทำงานตอนบู๊ตระบบ

[root@logs ~]# chkconfig ntpd on

[root@logs ~]# chkconfig –list ntp ntpd 0:off 1:off 2:on 3:on 4:on 5:on 6:off

6. ตรวจสอบการทำงานของ NTP

[root@logs ~]# ntpq -p

remote refid st t when poll reach delay offset jitter

==============================================================================

203.185.69.60 .PPS. 1 u 16 64 7 28.081 1432157 1.905

203.185.69.59 .IRIG. 1 u 15 64 7 21.120 1432157 0.359

node-14vn.pool- .PPS. 1 u 140 64 4 416.943 1432176 0.000

57.97.113.3 .INIT. 16 u 8 64 0 0.000 0.000 0.000

clock.nectec.or .GPS. 1 u 7 64 7 22.481 1432157 1.545

7. กำหนด Firewall ให้ ntp สามารถผ่านได้

[root@logs ~]# vi /etc/sysconfig/iptables

-A RH-Firewall-1-INPUT -s 192.168.1.0/24 -m state –state NEW -p udp –dport 123 -j ACCEPT

crdit : http://www.sysadmin.in.th/node/107#sthash.GQw97bgi.dpuf

การเพิ่ม Routing บน CentOS

ในกรณีมี Router หลายตัวผู้ดูแลระบบสามารถระบุว่าต้องการให้ลูกข่ายออกทางอินเตอร์เฟสไหนโดยการเพิ่มเติมเราต์ติ้ง ดังนี้
# route add default gw 192.168.1.254 eth0
หรือ
# route add -net 192.168.1.0 netmask 255.255.255.0 gw 192.168.1.1
หรือ
# ip route add 192.168.1.0/24 dev eth0
credit : http://www.sysadmin.in.th/node/37#sthash.KMoYf1zb.dpuf

ติดตั้งเว็บเซิฟเวอร์ด้วย Nginx+Apache+PHP+Mysql (CentOS 6.4)

ในปัจจุบันระบบเว็บเซิฟเวอร์ที่นิยมที่สุดในบ้านเราก็น่าจะเป็น Apache เนื่องด้วยติดตั้งง่ายแทบจะไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลยเพิ่มเลยก็สามารถใช้งานได้แล้วและที่สำคัญมี community ที่กว้างมากครับซึ่งข้อเสียของ Apache นั้นที่ผมพบเห็นก็คือเรื่องของกินแรมเป็นจำนวนมากยิ่งถ้าโหลด static file ใหญ่ๆไม่ต้องพูดถึงครับอาจจะทำให้ถึงกับ service ดับเลยก็ไได้จึงได้มีคนติดค้นเรื่องของการทำ Reverse Proxy โดยให้ NGINX (เป็นเว็บเซิฟเวอร์น้องใหม่ไฟแรงในบ้านเราแต่ทางฝรั่งฮิตกันมาหลายปีแล้ว) เป็นด่านหน้าคอยโหลดพวก Static file แทนส่วน Dynamic File พวกไฟล์ php จะส่งไปให้ Fast CGI โหลดแทนทำให้ประหยัด memory ไปได้มากทีเดียวและ Fast CGI ถูกควบคุมด้วย php-fpm ซึ่งจะแนะนำวิธีติดตั้งต่อไปครับ

setup

ขั้นตอนการติดตั้ง

1 > เตรียม packages ให้พร้อม

rpm -Uvh http://download.fedoraproject.org/pub/epel/6/i386/epel-release-6-8.noarch.rpm
rpm -Uvh http://rpms.famillecollet.com/enterprise/remi-release-6.rpm

2 > ติดตั้ง MySQL

yum -y install mysql mysql-server

เปิด service mysql

service mysqld restart

ปรับแต่งค่าเริ่มต้นให้ mysql

mysql_secure_installation

By default, a MySQL installation has an anonymous user, allowing anyone
to log into MySQL without having to have a user account created for
them. This is intended only for testing, and to make the installation
go a bit smoother. You should remove them before moving into a
production environment.

Remove anonymous users? [Y/n] y
… Success!

Normally, root should only be allowed to connect from ‘localhost’. This
ensures that someone cannot guess at the root password from the network.

Disallow root login remotely? [Y/n] y
… Success!

By default, MySQL comes with a database named ‘test’ that anyone can
access. This is also intended only for testing, and should be removed
before moving into a production environment.

Remove test database and access to it? [Y/n] y
– Dropping test database…
… Success!
– Removing privileges on test database…
… Success!

Reloading the privilege tables will ensure that all changes made so far
will take effect immediately.

Reload privilege tables now? [Y/n] y
… Success!

Cleaning up…

All done! If you’ve completed all of the above steps, your MySQL
installation should now be secure.

Thanks for using MySQL!

restart service

service mysqld restart

3 > ติดตั้ง NGINX + Apache

yum install -y nginx httpd

4 > ติดตั้ง PHP

yum install php-pear-Net-Socket php-pear php-common php-gd php-devel php php-mbstring php-pear-Mail php-cli php-pear-Auth-SASL php-ldap php-pear-Net-SMTP php-imap php-snmp php-pdo php-xml php-mysql php-fpm -y

แก้ไขไฟล์ /etc/php.ini และเปลี่ยนค่า cgi.fix_pathinfo=1 ให้เป็น cgi.fix_pathinfo=0

แก้ไขไฟล์ /etc/nginx/conf.d/default.conf

#
# The default server
#
server {
listen 80;
server_name example.com;

location / {
root /usr/share/nginx/html;
index index.php index.html index.htm;
}

error_page 404 /404.html;
location = /404.html {
root /usr/share/nginx/html;
}

error_page 500 502 503 504 /50x.html;
location = /50x.html {
root /usr/share/nginx/html;
}

# pass the PHP scripts to FastCGI server listening on 127.0.0.1:9000
#
location ~ .php$ {
root /usr/share/nginx/html;
fastcgi_pass 127.0.0.1:8080;
fastcgi_index index.php;
fastcgi_param SCRIPT_FILENAME $document_root$fastcgi_script_name;
include fastcgi_params;
}
}

แก้ไฟไฟล์ /etc/nginx/conf.d/virtual.conf

server {
listen 80;
root /home/putter;
index index.php index.html index.htm;
server_name http://www.ruk-com.in.th ruk-com.in.th;
location / {
try_files $uri $uri/ /index.php;
}
location ~ .php$ {

proxy_set_header X-Real-IP $remote_addr;
proxy_set_header X-Forwarded-For $remote_addr;
proxy_set_header Host $host;
proxy_pass http://127.0.0.1:8080;

}

location ~ /.ht {
deny all;
}
}

แก้ไข Virtual Host ของ Apache

ServerAdmin admin@ruk-com.in.th
DocumentRoot /home/putter
ServerName http://www.ruk-com.in.th
ErrorLog logs/exruk-com-error_log
CustomLog logs/ruk-com-access_log common

AllowOverride All

แก้ไข /etc/httpd/conf/httpd.conf ให้ Apache เปิดพอต 8080 แทน

Listen 127.0.0.1:8080

แก้ไข php-fpm ที่ /etc/php-fpm.d/www.conf โดยแก้ user = apache และ group = apache ให้เป็น nginx

; RPM: apache Choosed to be able to access some dir as httpd
user = nginx
; RPM: Keep a group allowed to write in log dir.
group = nginx

service httpd restart
service nginx start
service php-fpm restart
service mysqld restart
chkconfig httpd on
chkconfig nginx on
chkconfig php-fpm on
chkconfig mysqld on

8-28-2013 5-04-17 PM

nginx-apache-reqs-sec

credit :
https://www.digitalocean.com/community/articles/how-to-install-linux-nginx-mysql-php-lemp-stack-on-centos-6
http://www.ruk-com.in.th/network/install-webserver/

ติดตั้งแพ็กเกจ phpMyAdmin บน CentOS 6

1. ติดตั้งแพ็กเกจ epel ก่อนเป้นอันดับแรก

CentOS 64 Bit [root@cloud01 ~]# rpm – ivh http://www.mirrorservice.org/sites/dl.fedoraproject.org/pub/epel/6/x86_6…

CentOS 32 Bit [root@cloud01 ~]# rpm -ivh http://www.mirrorservice.org/sites/dl.fedoraproject.org/pub/epel/6/i386/…

2. ทำการ yum update [root@cloud01 ~]# yum update -y

3. ติดตั้งแพ็กเกจ php-mcrypt และ phpMyAdmin [root@cloud01 ~]# yum install php-mcrypt phpMyAdmin -y

4. ทำการแก้ไขไฟล์คอนฟิกของ phpMyAdmin [root@cloud01 ~]# vi /etc/httpd/conf.d/phpMyAdmin.conf Alias /phpMyAdmin /usr/share/phpMyAdmin

Alias /phpmyadmin /usr/share/phpMyAdmin

# Apache 2.4

Require ip 127.0.0.1

# Require ip ::1

# Apache 2.2

Order Deny,Allow

#Deny from All

Allow from All

#Allow from 127.0.0.1

#Allow from ::1

5. การการรีสต๊าทเซอร์วิส Web Server ใหม่ [root@cloud01 ~]# service httpd restart

6. ทดสอบเรียกใช้งาน phpMyAdmin http://ip_address/phpMyAdmin/ หรือ http://ip_address/phpmyadmin/

credit :  http://www.sysadmin.in.th/node/36#sthash.CKw2PiJs.dpuf
http://bunyiam.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3493